ริมน้ำจันทบูร
   
 
จากหลักฐานในหนังสือ ”แคมโบช” เขียนโดย ม.อิดิเมอร์ ชาวฝรั่งเศส สมัยพระเจ้าเสือ กล่าวถึงบาทหลวงองค์หนึ่งพบ
ศิลาจารึกภาษาสันสกฤตที่ตำบลเขาสระบาป ข้อความว่า “เมื่อ ๑,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว มีเมืองหนึ่ง ชื่อ ”ควนคราบุรี”
มีอาณาเขตกว้างขวางมากตั้งอยู่เชิงเขาสระบาป ชาวเมืองเชื้อชาติชอง ชาวตะวันตกเรียกเมืองนี้ว่า “ชองเตอบอง”
(CHANTEBON) จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการออกเสียงเพี้ยนไปในเวลาต่อมาเป็นจันตะบูน หรือ จันทบูร ประมาณ
พ.ศ.๑๔๐๐ -๑๗๖๓ ควนคราบุรี อยู่ในอำนาจของขอมจนสิ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ หลังจากนั้นตกอยู่ในอำนาจของ
อาณาจักรไทยฝ่ายใต้ซึ่งมีราชธานีอยู่ที่เมือง อู่ทอง (สุพรรณบุรี) มีฐานะเป็นประเทศราชหนึ่งใน ๑๖ หัวเมืองเมืองจันทบูร
โบราณยังมีชื่อในตำนานที่พระธุดงค์จากลาวเล่าไว้ อีกชื่อหนึ่งว่า เมืองเพนียดบ้าง เมืองกาไวบ้างด้วย
 

ต่อมาเมืองจันทบูรได้ย้ายมาสร้างใหม่ที่บ้านหัววัง ตำบลพุง
ทลาย ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจันทบุรีจนถึงสมัย
พระนารายณ์มหาราช (ระหว่างพ.ศ.๑๙๐๐-๒๒๐๐) จึงย้าย
มาตั้งที่บ้านลุ่มทางฝั่ง ตะวันตกของแม่น้ำ เนื่องจากบ้าน
หัววังเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมทุกปี ระหว่างนี้มีชาวจีนชาวญวน
อพยพลี้ภัยทางการเมืองและการเบียด เบียนศาสนาเข้ามายังกรุง
ศรีอยุธยาและเมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองจันทบูรมีการเผยแพร่
ศาสนาในเมืองจันทบูรก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ๔ เดือน
พระยาวชิรปราการมารวบรวมกำลังพล กำลังอาวุธ
เสบียงอาหาร และต่อเรือรบที่บ้านลุ่มเพื่อนำไปใช้ในการ
กอบกู้เอกราชจากพม่า ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ส่งผลต่อ การพัฒนาให้ เมืองจันทบูรรุ่งเรืองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม
และการค้าขายอย่างมาก จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 เกิดกรณี
พิพาทระหว่างไทยกับญวน เรื่องเจ้าอนุวงศ์ พระองค์
โปรดเกล้าฯให้ย้ายเมืองจันทบูรไปสร้างที่ใหม่ที่บ้านเนินวง
ใน พ.ศ.๒๓๗๗ มีการสร้างป้อมปราการ ศาลหลักเมือง
และวัดโยธานิมิตรไว้ภายในเมือง แต่ด้วยเหตุ ที่เป็นที่สูง
กันดารน้ำชาวเมืองไม่สมัครใจไป

สมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อญวนตกอยู่ในความปกครองของฝรั่งเศสแล้วจึงพระราชทาน
อนุญาตให้ชาวเมืองเลือกตั้งถิ่นฐานที่บ้านเนินวงหรือบ้านลุ่มได้ชาวเมืองจึงย้าย
กลับมาที่บ้านลุ่มและได้ร่วมกันสร้างวัดโบสถ์เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๕ ครั้นถึงสมัยรัชกาล
ที่ ๕ เนื่องจากเห็นว่าชาวเมืองไม่สมัครใจไปอยู่จึงโปรดเกล้าฯให้ย้ายเมืองกลับมา ตั้งที่บ้านลุ่มตามเดิม ในช่วง ร.ศ.๑๑๒-๑๒๓ (พ.ศ.๒๔๓๖-๒๔๔๗)ฝรั่งเศสยึดเมือง
จันทบูรเป็นประกันนานถึง ๑๑ ปีจากกรณีพิพาทอินโดจีน สมัยรัชกาลที่ ๖-๘
วิถีชีวิตชุมชนริมน้ำที่บ้านลุ่มดำเนินไป ตามเหตุการณ์บ้านเมืองผ่านยุคสมัยสงคราม
อินโดจีนและสงครามมหาเอเซียบูรพา(พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘) ยุคข้าวยากหมากแพง
หลังสงครามโลก และยุคนิยมฝรั่งสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม
 
  พื้นที่บ้านลุ่มครอบคลุมพื้นที่สำคัญในประวัติศาสตร์เมืองจันทบูร
ในอดีตกว่า ๓๐๐ ปี คือ บริเวณค่ายตากสิน ศาลากลางหลังเก่า
ศาล วัดโบสถ์ และริมฝั่งแม่น้ำจันทบุรีฟากตะวันตกตั้งแต่ท่าสิงห์
ท่าหลวง ตลาดล่าง ซอยกระจ่าง และซอยศรีจันท์ ชุมชนริมน้ำ
จันทบูร ถือเป็นส่วนนึ่งของเมืองจันท์ที่บ้านลุ่มโดยนับพื้นที่บริเวณ
ฝั่งแม่น้ำจันทบุรีตั้งแต่ท่าสิงห์ ท่าหลวง ตลาดล่าง ซึ่งในอดีตเรียก
ชื่อว่า ตลาดเหนือ ตลาดกลาง และ ตลาดใต้ โดยมีถนนสุขาภิบาล
เป็นถนนสายหลักเพียงเส้นเดียวในสมัยนั้น
ย่านท่าหลวงในอดีตราว ๑๐๐ ปีขึ้นไป มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นแหล่งศูนย์
กลางการค้าของเมืองจันทบูร มีท่าเทียบจอดเรือค้าขายหลายแห่งถนนสาย
แรกที่สร้างขึ้นคือ ถนนริมน้ำ หรือถนนสุขาภิบาล จึงถือว่าชุมชนริมน้ำเริ่มต้น
จากหัวถนนสุขาภิบาลคือ ย่านท่าหลวงซึ่งในสมัย ร.๕ (พ.ศ.๒๔๔๒) ได้จัดตั้ง
เมืองจันทบูรเป็นมณฑลจันทบูร ย่านท่าหลวงเป็นที่ตั้งของอำเภอท่าหลวง
ซึ่งได้ เปลี่ยนแปลงมาจากด่านเก็บเงินภาษีในสมัย ร.๔ และบริเวณนี้เป็น
ศูนย์กลาง การเดินทางและการพาณิชย์ ดังปรากฏหลักฐาน ในบันทึกการเดินทาง
ของ Henry Mouhot นักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่เดินทางจากสยามไปสำรวจเมือง
กัมพูชาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๒ และพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสเมืองจันทบุรี
หลายครั้ง ครั้ง สำคัญคือ พ.ศ.๒๔๑๙ และพ.ศ.๒๔๕๐ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จสวรรคต (พ.ศ.๒๔๕๓) แต่ละครั้งมีการสร้างท่าน้ำที่ท่าหลวงเป็นที่รับ
เสด็จในถนนตลาด จันทบูรมีการตั้งซุ้มปักธงแขวน โคมไฟตามรายทางอย่างวิจิตร
งดงามยิ่งและครั้ง สุดท้ายนี้พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสตลาดเมืองจันท์
โดยทางลาดพระบาท มีพ่อค้าประชาชนเฝ้ารับเสด็จอยู่สองข้างทางมีคนนำ
สิ่งของถวายเป็น อันมาก พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสปราศรัยกับพ่อค้า
ประชาชนตลอดเส้นทาง และได้ทรงซื้อสิ่งของ เช่น พลอยสีต่าง ๆ ตามสมควร

ด้านศาสนา
ศาสนาของชุมชนริมน้ำจันทบูรในอดีตที่สำคัญมี ๒ ศาสนา คือ ศาสนาพุธ และศาสนาคริสต์ ชาวชุมชนตลาดบนและ
ตลาดกลาง ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุธ และชุมชนตลาดส่วนหนึ่งรวมทั้งกลุ่มบ้านญวนนับถือศาสนาคริสต์ โดยมีศาสนสถาน
ตั้งอยู่สองฝากฝั่งริม แม่น้ำจันทบุรีตลอดแนวสุขาภิบาลได้แก่ วัดโบสถ์ วัดเขตร์นาบุญญาราม ศาลเจ้าตั้วเล่าเอี๊ย ศาลเจ้า
แม่กวนอิม และศาลเจ้าที่ ตลาดล่างตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตก ส่วนวัดจันทนาราม อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล
และศาลเจ้าพ่อสระบาป ตั้งอยู่ริมฝั่ง ตะวันออก

ด้านวัฒนธรรม
ชุมชนริมน้ำในอดีตมีการผสมผสานวัฒนธรรม ๓วัฒนธรรม คือ วัฒนธรรมไทย จีน ญวน เห็นได้ชัดเจนในเรื่องแต่งกาย
ภาษาพูด การแต่งงานข้ามเชื้อชาติ การแสดงงิ้วเป็นภาษาไทย สำหรับวัฒนธรรมการแต่งกาย ปัจจุบันไม่มีการแต่งกาย
ตามเชื้อชาติในวิถีชีวิต ประจำวันแล้ว

ด้านประเพณี
ประเพณีที่ปฏิบัติกันเป็นประจำปีชุมชนริมน้ำจันทบูร ได้แก่ การหล่อเทียนพรรษาที่วัดโบสถ์ การลอยกระทงและแข่งขันเรือ
ที่วัดจันทนาราม การถือศีลกินเจและการประกอบพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ที่วัดเขตร์นาบุญญาราม การแห่เจ้าและการทิ้ง
กระจาดของ 4 ศาล เจ้า การบูชาบรรพบุรุษ(เซ็งเม้ง) เป็นต้น

ด้านศิลปกรรม
ผู้คนที่เดินสัญจรไปมาบนถนนสุขาภิบาลสามารถพบ เห็นศิลปะประกอบสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างได้เกือบตลอดถนน มีทั้งลวดลาย การแกะสลักแบบฝรั่งเศสแบบจีน แบบไทย และแบบผสมผสาน ซึ่งแต่ละบ้านจะออกแบบ ลวดลายแตกต่างกัน เช่น ระบายชายคา ไม้ฉลุแบบขนม ปังปิ้ง ช่องลมไม้ฉลุลายเถาดอกไม้ ราวระเบียงเหล็ก หล่อลวดลายสวยงาม ระบายชายคาด้วยสังกะสีฉลุลาย ไทยใหญ่ ลูกกรงหน้าต่างไม้ฉลุลายจีน เป็นต้น
 
     
กรกฎาคม 2553
อา  จ  อ  พ  พฤ  ศ  ส 
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031